คิดว่าคงเหมาะที่จะนำมาฝากทุกคนที่นี่ โดยเฉพาะคนที่พึ่งเริ่มดูบอลมาไม่นาน หรืออยากจะดูแบบ " วิเคราะห์เกม " ได้ด้วย น่าจะทำให้มีอรรถรสมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ
เนื้อหาจะเน้นไปทางแท็กติกในการเล่น ทั้งรับและรุก วันนี้เป็นแบบขั้น " เริ่มต้น " เดี๋ยวหมดเมื่อไหร่ ต่อไปจะเอาแบบ " แอ๊ดวานซ์ " มาให้...
+ เกมรุก +
ทันทีที่เราได้บอล นั่นถือว่าเราเป็นฝ่ายบุกแล้ว จำไว้ว่าการเล่นเกมรุก จำเป็นต้องปรับปรุง และสร้างสรรค์ รูปแบบใหม่ๆตลอดเวลา วิธีการข้างล่าง เป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้น ที่สามารถจะนำไปประยุกษ์ให้เข้ากับสถานการณ์อื่นๆได้...
- การจ่ายบอลสั้นเมื่อต้องจ่ายบอลให้เพื่อนที่ถูกประกบอยู่ เราต้องจ่ายไปที่เท้าของเพื่อน ข้างที่อยู่ตรงข้ามกับตัวประกบเสมอ และถ้าเรากำลังวิ่งทำทางอยู่ละก็ ควรจะส่งสัญญาณทางสายตา หรือตะโกนเรียกเพื่อนที่ครองบอลอยู่ไปด้วย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับบอลของเราถ้าถูกประกบอยู่ อย่ารอให้บอลมาหาเราข้างเดียว ควรจะวิ่งเข้าหาบอลไปด้วย จะช่วยให้เรามีเวลาที่จะทำอะไรกับบอลต่อไป และทำให้เราเร็วกว่าคู่แข่ง 1 ก้าวอีกต่างหาก
-การวิ่งอ้อม

ในกรณีที่มีพื้นที่ว่างแถวริมเส้น ด้านหน้าเพื่อนที่ครองบอลอยู่ การวิ่งอ้อมหลังจะเป็นอาวุธที่อันตรายเลยทีเดียว ถ้าวิ่งอ้อมทางริมเส้น กองหลังจะยากต่อการจะตามประกบเรา ถ้าวิ่งอ้อมทางด้านขวางของสนาม ก็จะช่วยฉีกกองหลังของคู่ต่อสู้ได้ ( ตามรูป )

- พื้นที่ในการแจกจ่ายบอลจะแบ่งออกเป็นหลายชนิด ตามทิศทางที่บอลพุ่งไป1. พื้นที่เปิด ( open space ) คือที่ว่างหลังแนวรับ ถ้าจ่ายลูกไปเล่นตรงนั้นได้ จะทำให้เราได้เปรียบมาก เพราะยากที่กองหลังจะป้องกัน เราอาจต้องใช้การชิพ หรือการทำชิ่ง 1-2 เพื่อจะเจาะเข้าไปตรงนั้น ถ้ามาจากด้านข้างของสนาม ก็ควรใช้การวิ่งอ้อมดีที่สุด2. จ่ายขวางสนาม ( square pass ) เหมาะสำหรับ เวลาที่เราต้องการเปลี่ยนเป้าหมายที่จะเจาะ และช่วยให้เรามีมุมจ่ายบอลใหม่ๆมากขึ้น3. จ่ายทะลุช่อง ( piercing pass ) อันตรายที่สุด แต่ทำได้ยาก เพราะกองหลังส่วนใหญ่ จะบังทางระหว่างเรากับโกลด์อยู่ตลอดเวลา

- การสร้างมุมจ่ายบอลในเกมรุก ยิ่งเราอยู่ใกล้เพื่อนเท่าไหร่ ก็มีโอกาสได้บอลมาลากเลื้อย, จ่ายต่อ หรือคอนโทรลมากเท่านั้น การจะเล่นให้ได้ดีก็ต้องอาศัยทักษะ และความกระตือรือร้นของเราด้วย ตามภาพที่ได้ดู จะเห็นว่าระหว่างเรากับเพื่อนที่วิ่งทำทางอยู่นั้น เอื้อกับเราอย่างมาก มีหลายทางเลือกให้เราจ่ายบอลได้ นั่นจะทำให้กองหลังต้องงานหนักกว่าเดิม เพื่อจะปิดช่องที่มีอยู่ให้มิด

- การชิพบอลข้ามหัวกองหลังถ้ากองหน้าถูกประกบ ที่แนวสุดท้ายของกองหลัง พวกเค้ามี 2 ทางเลือก1. วิ่งลงมาล้วงบอล 2. วิ่งขึ้นหน้าต่อไปแต่ด้วยกติกาล้ำหน้า จะวิ่งไปทื่อๆไม่ได้ เราต้องจ่ายบอลข้ามกองหลัง และพึ่งความเร็วของพวกเค้าเช่นกัน โดยเราควรวางบอลไปที่ระยะ 3-10 เมตร หลังแนวรับตัวสุดท้าย ( line b ) และ 6-10 เมตร หน้าผู้รักษาประตูของฝ่ายตรงข้าม ( line a )กองหน้าควรออกตัว ไปยังพื้นที่ว่างหลังกองหลัง ( ระหว่าง a-b ) ก่อนเราจะจ่ายเล็กน้อย จะทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ที่ต้องหันกลับ 180 องศา เพื่อไล่ตามประกบ

- การโยนบอลเป็นไปไม่ได้ที่จะยิงจากริมเส้น เราจึงควรเปิดบอลเข้ากลาง เพื่อให้คนอื่นที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่ามีโอกาสยิงจุดที่ดีที่สุดในการจะวางบอลไปนั้น คือระหว่างจุดโทษ กับเส้น 6 หลาหน้าประตู เพราะไกลต่อการออกมาตัดบอลของประตู และก็ใกล้ต่อการโหม่งหรือยิง ของกองหน้าเมื่อได้โยนบอล ควรมีกองหน้าประจำอยู่ตามจุดทั้ง 6 จุดดังรูป และอย่าลืมทิ้งไว้ 1 คนหน้าเขตโทษ จนกว่าคนโยนจะโยนบอล เพราะจะทำให้กองหลังลำบาก ที่จะต้องพะวงกับทั้งบอล และกองหน้าที่เค้าต้องตามประกบ6 จุดมีดังนี้1. เสาแรก - คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ต้องไปประจำตรงนี้2. เสาสอง - รอรับลูกโยนที่อาจจะแรงไป หรือเก็บตกมาจากคนแรก3. ตรงกลาง - ลูกเปิดที่สูงพอสำหรับโหม่ง จะมาที่จุดนี้4. พวกเก็บตก - รอเก็บลูกที่ออกมาจากในกรอบโทษ5. แถวสองข้างหลัง - สามารถรับบอลมา แล้วโยนเข้าไปใหม่ หรือเลี้ยงจี้เข้าไปเอง6. ฝั่งตรงข้ามกับคนโยน - คล้ายกับข้อ 5 และอาจใช้ความเร็วทำเกมมาจากริมเส้นได้- กองหน้าควรวิ่งยังไง?มีการวิ่งอยู่ 2 แบบสำหรับกองหน้า คือวิ่งเข้าหาบอล หรือวิ่งห่างออกมา ถ้ามีกองหลังขวางเราอยู่ 2-3 คน เราไม่ควรวิ่งไปด้านหลังพวกเค้า เพราะจะทำให้เราควบคุมทางวิ่งไม่ได้ และยากมากที่จะชนะ โดยเฉพาะเมื่อดกลด์ฝ่ายตรงข้ามออกมาไกลจากประตู เพื่อรอตัดบอลอีกที จะดีกว่าถ้าเราเข้าไปรับบอล และจ่ายคืนกองกลาง เพื่อให้พวกเค้ามีโอกาสหาช่องส่งให้เราใหม่ ในสถานการณ์ที่ดีกว่าเดิมเ
มื่อไหร่ที่เราควรวิ่งออกห่างจากบอล ก็คือเมื่อกองกลางพาบอลมาจนจะส่งให้เราได้แล้ว และเราก็ออกตัววิ่งแข่งกับกองหลังแล้ว แต่ลูกส่งไม่มา หรือเกิดเหตุขัดข้องอื่นๆ เราก็ควรจะวิ่งต่อไปทางริมเส้น และระวังไม่ให้ล้ำหน้าตามปกติ ถ้ามีพื้นที่ว่างระหว่างกลาง กับหน้ามากเกินไป เราควรจะจ่ายบอลคืนหลัง เพื่อให้กองกลางขยับขึ้นมาเติมเกมได้

.......+ เกมรับ +- เพรสซิ่งเป็นการเพิ่มความกดดันไปยังบอล โดยเฉพาะไปที่ฝ่ายตรงข้ามตัวที่อยู่ใกล้โกลด์ของเค้าที่สุด การเพรสซิ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการแย่งบอลมาครอบครองให้ได้เท่านั้น แค่จำกัดทางเลือกของคู่แข่งที่ครองบอล ให้เหลือน้อยที่สุดก็พอแล้ว เมื่อเราต้องเล่นเกมรับ เราต้องแน่ใจว่าเราอยู่ระหว่างฝ่ายบุก กับประตูของเรา ในอีกกรณี ถ้าเราอยู่ไกลจากประตูเรามาก เราอาจจะใช้วิธีเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของคู่แข่งแทนก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้เข้าไปตรงๆ อาจจะใช้การบังมุม โดยใช้ตัวเราต้อนเค้าไปในทิศทางที่เราต้องการก็ได้

- การขวางทางจ่ายบอลเราอาจจะลดทางเลือกของกองหน้าได้ด้วยวิธีนี้ โดยการเข้าไปขวางทางจ่ายบอล ของกองหน้าที่ครองบอล กับเพื่อนที่อยู่ใกล้เค้าที่สุด ตามรูป จะเห็นว่า เรา ( ดำ ) เข้าหากองหน้าทางด้านขวา ทำให้ปิดทางจ่ายบอลของเค้ากับเพื่อน เค้าจะเหลือเพียง 2 ทางที่ทำได้ 1. ส่งกลับหลัง 2. ออกมาไกลจากเพื่อนร่วมทีม ซึ่งดีกับเราทั้งนั้นตามปกติ เราจะบีบให้กองหน้า ต้องออกไปเล่นทางกราบให้มากที่สุด ยกเว้นถ้าอยู่ใกล้กับประตูของเค้า เราอาจจะบีบให้เค้าต้องจ่ายเข้ากลาง ไปยังหน้าเขตโทษของเค้า เพราะอาจจะมีเพื่อนเรา รอฉกลูกไปทำประตูได้
- การประกบถ้าเราต้องประกบคู่แข่ง เราควรขวางทางระหว่างเค้า กับโกลด์ของเรา ฝ่ายตรงข้ามอยู่ใกล้ลูกบอลแค่ไหน การประกบก็จะต้องรัดกุมขึ้นเท่านั้น ปกติคู่แข่งที่อยู่ใกล้บอลที่สุด จะถุกประกบชนิดติดหลังกันเลยทีเดียว นั่นจะทำให้เรามีแนวรับที่ยากจะเจาะเข้ามาได้
- ดับเบิ้ลทีมเป็นการร่วมมือกันระหว่างกองหลัง 2 คน เพื่อกดดันกองหน้า ทั้ง 2 คนต้องพุ่งเข้าหากองหน้า จำกัดพื้นที่ไม่ให้เค้าเลี้ยงวนไปไหนได้ ตามรูป สังเกตุว่าเซ็นเตอร์เข้าไปปะทะทางซ้าย ( ของกองหน้า ) ทำให้เค้าไม่มีทางเลือก ต้องหักออกขวา ก็จะมาเจอกับฟูลแบ็คที่รออยู่ แต่การดับเบิ้ลทีม ต้องไม่ทิ้งระยะห่างระหว่างกองหลัง 2 คนมากไป เพราะอาจจะโดนเลี้ยงบอลแหวกไปได้

- การซ้อนกองหลังกองหลังที่อยู่ใกล้บอลที่สุด ต้องเข้ากดดันก่อน เพื่อเปิดทางให้อีกคนที่รออยู่เข้ามาซ้อน เพื่อให้มั่นใจว่าถ้าหลุดคนแรกมา กองหน้าก็ยังรุกคืบหน้าไปไหนไม่ได้มาก และถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น กองหน้าก็จะถูกชะลอโดยกองหลังตัวที่ 2 ที่เข้าไปแทน และมีเวลาให้กองหลังตัวแรก กลับมาซ้อนเพื่อนได้อีกครั้ง ( สลับตำแหน่งกัน ).........
+ การป้องกันแบบโซน - แมนทูแมน อย่างแรก ต้องเข้าใจก่อนว่า รูปแบบของการป้องกันในเกมฟุตบอล ไม่สามารถประยุกษ์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ถ้ากองหลังถูกคุกคามบ่อยเกินไป หรือพบกับคู่แข่งในจำนวนที่มากกว่า จะป้องกันแบบโซนหรือแบบตัวต่อตัว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อทีมต้องป้องกันลูกตั้งเตะ หรือการรุกที่เข้ามาใกล้มากแล้วนั้น ต้องเน้นไปที่ความสามารถส่วนบุคคล, การหาตำแหน่ง และการตัดสินใจที่ฉลาด ยกตัวอย่าง ถ้าพบกับสถานการณ์ที่กองหน้ามีมากกว่า เช่น 3 คน แล้วเรามี 2 คน ฟูลแบ็คต้องคิดว่าจะชะลอเกมได้ยังไงก่อนอันดับแรก
- แบบโซนหลักง่ายๆคือ กองหลังต้องเคลื่อนที่ไปเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ละคนมีตำแหน่งหรือหน้าที่ ที่ตายตัวตามแผนที่วางไว้ ถ้าคนหนึ่งคนใด จะเคลื่อนออกจากตำแหน่ง รูปแบบของตำแหน่งก็ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิม การป้องกันแบบนี้ จะต้องใช้แรงมากในการไล่กดดันคู่แข่งหัวใจหลักของการป้องกันแบบโซน คือกองหลังทั้ง 4 คนจะเคลื่อนที่ไปเป็นบล็อกตายตัว จากรูป จะเห็นการเคลื่อนที่ของกองหลัง ( ดำ ) ในการรับมือกองหน้า ( ขาว ) ฟูลแบ็คจะทำให้กองหน้าเจาะเข้ากลางได้ลำบาก ในรูปที่ 2 จะเห็นว่ากองหลังคนนึง ( b ) วิ่งออกจากตำแหน่ง เมื่อบอลถูกผ่านไปยังอีกด้านของสนาม สังเกตว่าเมื่อกองหน้าคนนึง ( 1 ) วิ่งขวางแนวกองหลัง กองหลัง ( a ) ไม่ได้วิ่งตามไป แม้จะอยู่ใกล้มากที่สุดก็ตาม เพราะถือหลักว่า กองหลังจะไม่วิ่งไปทับตำแหน่งกัน ในการป้องกันแบบนี้ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคู่เซนเตอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าแนวรับจะพร้อมอยู่เสมอ และบอลจะไม่ถูกเล่นระหว่างเค้าทั้ง 2 คนใ

ในรูปที่ 3 แสดงให้เราเห็นว่าระบบนี้ทำงานยังไง เมื่อบอลอยู่ตรงกลางสนาม ในรูปกองหลังจะป้องกันอยู่ตรงกลาง และทิ้งปีกของคู่แข่งทั้ง 2 ด้านไปเลย ฟูลแบ็คต้องระวังให้มาก เมื่อบอลอยู่ตรงนี้ ยกตัวอย่าง มีช่องว่างระหว่างกองหลังที่ c-d ทิ้งไว้ เพราะทั้งคู่ต้องการบีบเอาบอลคืนมา และถ้า d วิ่งเข้าไปกดดัน ตรงริมเส้นทางขวาจะมีช่องทันที การตั้งรับแบบโซน ใช้ระบบหมุนเวียนนักเตะแบบง่ายๆ อย่างที่เราได้เห็นในภาพการเล่นข้างบน เมื่อกองหลังa เสียท่าให้กองหน้า 1 เพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด ( b ) จะเข้ากดดันต่อทันที จากนั้นเพื่อนอีก 2 คนทางขวา ก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่กันและกัน ( เสต็ป 2-3 ) พวกเค้ากำลังเปลี่ยนตัวประกบ ตามกฎของการตั้งรับแบบโซน และกองหลังa ก็จะรีบวิ่งอ้อมแนวรับของตนเอง ไปทดแทนทางขวา เมื่อเค้าสามารถทำได้ทันที และก็สามารถเข้าไปอุกรูรั่ว ( เสต็ป 5-6 ) ที่ทีมทิ้งไว้ได้ ( เสต็ป 4 )

- แบบแมนทูแมนการป้องกันแบบนี้ มักใช้ในทีมที่ต้องการเล่นเพรสซิ่ง ( กดดันคู่แข่ง ) กองหลังทุกคนมีกองหน้าที่ต้องตามประกบประจำตัว ตามที่ได้รับคำสั่งมา ระบบนี้จะใช้ได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโค้ช ในการจะควบคุมนักเตะฝั่งตรงข้ามได้ดีแค่ไหน ด้วยการจับคู่นักเตะของตน กับฝ่ายตรงข้ามให้เหมาะสมกันจากรูป เป็นการเคลื่นที่ของกองหลัง ในระบบแมนทูแมน กองหน้า1 เอาชนะกองหลังa มาได้และกองหลังa อยู่นอกการเล่นไปแล้ว ถึงตอนนี้กองหลังb ก็พุ่งเข้าหาบอลแทน ( เสต็ป 1 ) ปัญหาคือ กองหลังb ก็มีตัวประกบของตัวเองเช่นกัน ( กองหน้า2 ) สังเกตดูว่ากองหลังb เคลื่อนที่ยังไง ถึงสามารถป้องกันทั้งกองหน้า 1 และ 2 ได้ในคราวเดียวกัน นี่เป็นการซื้อเวลาให้กองหลังa กลับตัวมาประกบกองหน้า 2 ( เสต็ป 3 ) ที่กำลังจะวิ่งทะลุแนวรับจากตอนที่เค้าไม่มีคนประกบ ( เสต็ป 2 ) ได้ทันควัน จุดสำคัญอีกอย่างคือ 2 กองหลังด้านไกล ต้องถอยลงมาตั้งรับทันที่ที่กองหลังa พลาดท่า เพื่อจะได้มั่นใจว่าจะเสริมแนวรับได้ทัน ( ในกรณีที่กองหลังb อาจพลาดท่าได้อีกคน ).........................................จบภาคแรก. เฮ้อ ช่วงนี้ผมงานเยอะจิงเลยครับ เเต่จะพยายามหาเวลามาทำนะ
ออ ตารางการเเข่งขันตอนนี้ ยังไม่เสร็จยังไงๆ ก็เชิญไปดูกันที่บอร์ด e league ก่อนครับ เพชร EE 15
1 ความคิดเห็น:
โอ้ พระเจ้าจอร์จ เป็นเวบที่ดูดีสุดเท่าที่เคยมีมา ฮ่าๆๆๆๆ
แสดงความคิดเห็น